เมื่อเรามาเยือน ตะกั่วป่า

            เมื่อเรามาเยือน ตะกั่วป่า

เตี้ยมฉู่บางส่วนเปิดเป็นร้านค้าขายของชำเล็กๆน้อยๆ บ้างก็ทิ้งร้างโดยตั้งใจเพื่อให้นกนางแอ่นเข้ามาทำรัง และเจ้าของบ้านก็มาเก็บรังนกไปขายได้เงินมากมาย บ้างก็ยังคงเป็นบ้านพักอาศัยที่เจ้าของบนยังคงดูแลรักษาบ้านและเก็บของเก่าๆไว้อย่างดี และยินดีให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์แก่ผู้ที่สนใจ เช่น เตี๊ยมอู่อายุกว่ 120 ปีของตระกูลของ คุณวริษฐา ลิ่มสกุล ผู้มีคุณพ่อคุณแม่เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน ภายในบนยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณที่ช่างปัจจุบันทำไม่ได้อีกแล้ว อาทิ บัวคว่ำที่สร้างเชื่อมกับคานเลย

  • ขอบคุณบทความจาก Drivemate รถ เช่า ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บ่ายแก่แล้วหากท้องฟ้ายังคงหมาดน้ำ ละอองฝนบางยังคงโปรยปราย ห่มให้บรรยากาศตลาดเก่าดูเยือกเย็นและสายลมมีความเหงาบางๆแซมอยู่ ช่วงเวลาที่คึกคักมากที่สุดเห็นจะเป็นฤดูที่มีการจัดถนคนเดินในช่วงเย็นของวันสุดสัปดาห์ เสน่ห์น่ารักที่หาไม่ได้จากถนนคนเดินที่อื่นๆอยู่ตรงที่ แต่ละบ้านจะทำอาหารหรือขนมที่เป็นสูตรลับของแต่ละตระกูลมาวางขายกันครึกครื้นที่หนบ้านตัวเอง อย่างบ้าน     คุณวริษฐาก็ทำปอเปี๊ยะสดสูตรฮกเกี๋ยนออกมาขาย

นอกจากบ้านพักอาศัยแล้ว เตี้ยมฉู่บางแห่งก็เปิดเป็นร้านตัดผมที่เมื่อเยี่ยมหน้าข้าไปมองก็นึกรู้โดยพลันว่าคงเปิดบริการมาแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งค่าตัดหัวละ7 บาท จนปัจจุบันหัวละ 60 บาทและยังมีศาลเจ้าจีนทั้งเล็กทั้งใหญ่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

ในบริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทเหมืองแร่ระดับตำนานของภาคใต้ซื่อ บริษัทเรือขุดแร่จุติ จำกัด ก่อตั้งโดย คุณจุติ บุญสูง ผู้เป็นตัน ตระกูลบุญสูง หนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งมากที่สุดของภาคใต้ ในอดีตบริเวณนี้จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งนายห้าง เศรษฐีคนงาน ต่อเมื่อยุคสมัยแห่งเหมืองแร่สิ้นสุดลงบริษัทนี้ก็มิได้ต้องปิดตัวตามไปด้วย หากยังคงเปิดเป็นสำนักงานดูแลธุรกิจด้านอื่นที่มีอยู่มากมายของตระกูลบุญสูงต่อไป

เมื่อปรุโปร่งรอบตลาดเก่า เราก็ขยับถอยออกมาสักนิด จุดหมายต่อไปคือซากกำแพงจวนเจ้าเมืองเก่าของตะกั่วป ตั้งอยู่ริม ถนนอุดมธารา สร้างเมื่อระหว่างปี พ.ศ. 2383- 2424 โดยคำสั่งของ พระยาเสนานุชิต (นุช ณ นคร) กำแพงนี้ก่อด้วยกรวดทรายผสมปูนล้วน หาใช่ก่ออิฐถือปูนไม่

ไม่ห่างกันนั้นในอดีตเป็นที่ตั้งของ จับเส หรือ จับเซ้ เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนแปลว่า ท่าเรือ บ่งชี้ว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของของท่าเรือเก่าของเมืองตะกั่วป่า หลักฐานสำคัญที่เป็นเครื่องยืนยันว่าบริเวณนี้เคยยิ่งใหญ่รุ่งเรืองถึงขนาดมีเรือกลไฟหรือเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่แล่นผ่านแม่น้ำตะกั่วป่าเข้ามาเทียบท่า คือ หม้อสตีมไอน้ำเรือกลไฟ ที่ตั้งแสดงอยู่บริเวณ วัดหน้าเมือง อีกหนึ่งโบราณสถนสำคัญของตะกั่วปาสร้างเมื่อ พ.ศ. 2320 เพียง 10 ปีหลังจากกรุงศรีอยุธยาล่มลง เชื่อกันว่าผู้สร้างคือท่านท้าวผู้เป็นธิดาของพระยาตะกั่วป้า อุโบสถของวัดหน้าเมืองเป็นรูปแบบศิลปะของทางใต้ เสาเป็นไม้แก่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2478

ก่อนลาจากตะกั่วป่าเมืองฉ่ำฝนในคราวนี้ ไม่ใช่เพียงความทรงจำเท่านั้นที่เราเก็บกลับไปด้วย หากยังมีอีกสองของฝากแบบจับต้องลิ้มลองได้ อย่างแรกคือขนมทองถิ่นตะกั่วป่าแท้ๆ หากกลับพบจอวางขายอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆเต็มไปหมด เต้าส้อ ไส้ทำมาจากถั่วมีทั้งรสเค็มและหวาน พอได้ลองกัดเข้าปากไป ก็บอกตัวเองเลยว่าต่อจากนี้จะไม่ยอมซื้อเต้าส้อจากที่อื่นใดมากินอีก นอกจากที่อำเภอตะกั่วป่าเท่านั้น เต้าส้อของแท้แป้งหอมบางนุ่ม กัดแล้วให้รสสัมผัสหนึบๆกำลังดี ไม่ใช่แบบแป้งร่วนกัดหนึ่งคำแล้วแป้งหกกระจายรอบตัว

ขนมดังอีกชนิดคือ ขนมผิง ลูกแม่แบบเจ้าเก่ แม่แบบนั้นคือชื่อของ คุณสุนิต ว่องสกุล ผู้สืบทอดสูตรขนมผิงชาวังซึ่งตกทอดมานานกว่า 150 ปี ตั้งแต่รุ่นยายของแม่แบบผู้เคยเป็นข้าหลวงในวังหน้า หรือจวนเจ้าเมืองตะกั่วป่าในอดีต และทำขนมนี้ถวายเจ้าเมืองแม้ปัจจุบันตัวแม่แบบจะจากไปแล้ว แต่ครอบครัวของแม่แบบก็ยังคงสืบทอดและส่งต่อขนมผิงรสละมุนและหอมหวานตำรับชาววังต่อไป ร้านขนมผิงแม่แบบตั้งอยู่ที่ถนนอุดมธารา ใกล้กับ วัดคูหาภิมุข ใครไม่อยากพลาดของดีต้องไปแต่หัววัน เพราะบ่ายๆก็ขายเกลี้ยงร้านแล้ว

จากผลการสำรวจของกรมสุขภาพจิตพบว่าพังงาเป็นจังหวัดที่ครองแชมป์คนมีความสุขมากที่สุดติดต่อกัน 2 ปีซ้อน คือปี พ.ศ. 2552-2553 เป็นความสุขอันไม่ได้เกิดจากแสงสีชีวิตที่หวือหวา เพราะคนที่นี่โดยเฉพาะที่อำเภอตะกั่วป่า เขาหับประตูปิดบ้านกันมิดชิดตั้งแต่ 2 ทุ่ม หากแต่คงเป็นความสุขสงบอันเกิดจากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเข้าใจตัวเองหวังเพียงว่าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นกับเมืองน้อยน่ารักเมืองนี้ ก็ขอให้เป็นไปในทิศทางที่เคารพในที่มาและคำนึงถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ เพื่อเสน่ห์ประหลาดของเมืองในหุบเขาแห่งนี้จะได้คงอยู่สืบไป